ในยุคที่เศรษฐกิจและสังคมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธุรกิจหลายประเภทจึงมีแนวโน้มที่จะถูก Disruption วันนี้เราจะมาสรุป 5 ประเภทธุรกิจที่น่าจับตาเป็นพิเศษ พร้อมยกตัวอย่างและชี้สัญญาณเตือน เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือล่วงหน้า

1. ธุรกิจที่พึ่งพาเศรษฐกิจมหภาค
ตัวอย่างธุรกิจ: อสังหาริมทรัพย์, อุตสาหกรรมยานยนต์, การท่องเที่ยว
สัญญาณเตือน: ยอดขายลดลงอย่างต่อเนื่อง, ราคาทรัพย์สินตกต่ำ, การทะลักเข้ามาของผู้ผลิต EV สัญชาติจีน, จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง
สถิติและแนวโน้ม:
- อสังหาริมทรัพย์: อัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง, ปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นอาจทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์มากขึ้น
- รถยนต์: การขาดแคลนชิปส่งผลต่อการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ทั่วโลก, ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการใช้รถยนต์, แนวโน้มในการเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่ส่งผลต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และผู้ผลิตรถยนต์ในระบบสันดาป
- การท่องเที่ยว: แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเริ่มฟื้นตัว แต่ก็ยังไม่กลับสู่ระดับก่อน COVID-19 โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติจากประเทศหลักๆ เช่น จีน
2. ธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง
ตัวอย่างธุรกิจ: ร้านอาหาร, ร้านค้าปลีก, ธุรกิจบริการ เช่น ร้านกาแฟ, ฟิตเนส, ความงาม
สัญญาณเตือน: มีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาในตลาดจำนวนมาก, กำไรลดลงอย่างต่อเนื่อง, ลูกค้าหันไปใช้บริการของคู่แข่งมากขึ้น
สถิติและแนวโน้ม:
- ร้านอาหาร : การแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นจากการเติบโตของแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่และการเข้ามาของแบรนด์ต่างชาติ
- ร้านค้าปลีก : การเติบโตของอีคอมเมิร์ซ การแข่งขันที่รุนแรงจากแบรนด์ต่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการช็อปปิ้งที่เป็นเอกลักษณ์มากขึ้น
- ธุรกิจบริการ เช่น ร้านกาแฟ, ฟิตเนส, ความงาม : มีร้านกาแฟ ฟิตเนส และคลินิกความงามเปิดใหม่จำนวนมาก ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพและไลฟสไตล์มากขึ้นทำให้ธุรกิจฟิตเนสเติบโตแข่งขันสูง และการใช้โซเชียลมีเดียในการทำตลาดที่ดีหรือไม่ดีจึงมีผลกับการสร้างแบรนด์และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
3. ธุรกิจที่เทคโนโลยีเข้ามา disrupt
ตัวอย่างธุรกิจ: ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม, ธนาคาร, อุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์, อุตสาหกรรมดนตรี, อุตสาหกรรมการโรงแรม, อุตสาหกรรมการศึกษา, ธุรกิจพ่อค้าคนกลาง
สัญญาณเตือน : ยอดขายลดลงอย่างรวดเร็ว, ลูกค้าหันไปใช้บริการออนไลน์มากขึ้น, เทคโนโลยีใหม่เข้ามาทดแทน
สถิติและแนวโน้ม:
- E-commerce: การเติบโตของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจากจีน เช่น Shopee และ Lazada ส่งผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมในหลายประเทศ รวมถึงไทย
- FinTech: ธุรกิจด้านการเงินที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามา disrupt ธนาคารพาณิชย์ เช่น การโอนเงินผ่านแอปพลิเคชัน, การชำระเงินผ่าน QR Code
- อุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์ : ผู้คนหันมาอ่านข่าวออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชันมากขึ้น เนื่องจากต้องการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งสื่อออนไลน์มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าและสามารถเข้าถึงผู้ชมได้กว้างขึ้น รายได้จากโฆษณาของสื่อสิ่งพิมพ์แบบดั้งเดิมก็ลดลงตาม
- อุตสาหกรรมดนตรี: การเติบโตของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเพลง เช่น Spotify, Apple Music ส่งผลให้ยอดขายแบบอัลบั้มลดลงอย่างมาก
- อุตสาหกรรมการโรงแรม: การเข้ามาของแพลตฟอร์ม OTA (Online Travel Agency) เช่น Agoda, Booking.com ทำให้โรงแรมต้องแข่งขันด้านราคาและบริการมากขึ้น
- อุตสาหกรรมการศึกษา: การเรียนรู้ผ่านออนไลน์ (E-learning) กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อสถาบันการศึกษาแบบดั้งเดิม
- ธุรกิจพ่อค้าคนกลาง: การเติบโตของอีคอมเมิร์ซทำให้ผู้ผลิตสามารถขายสินค้าโดยตรงถึงผู้บริโภคได้ ทำให้ธุรกิจพ่อค้าคนกลางหลายรายต้องปรับตัวหรือปิดตัวลง
4. ธุรกิจที่พึ่งพาพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง
ตัวอย่างธุรกิจ: แฟชั่นที่เน้นการผลิตจำนวนมาก, เครื่องดื่มชูกำลัง, พลาสติกใช้ครั้งเดียว
สัญญาณเตือน: ยอดขายลดลง, ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและสุขภาพมากขึ้น
สถิติและแนวโน้ม: ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การบริโภคที่ยั่งยืนและการลดขยะพลาสติกเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยม เช่นผู้คนเริ่มเปลี่ยนจากการให้ความสนใจ fast fashion คือผลิตเสื้อผ้าราคาถูกจำนวนมากและเปลี่ยนคอลเล็คชั่นบ่อยๆ มาเป็น sustainable fashion เช่นเสื้อผ้าที่รูปแบบเรียบง่าย ผลิตจากวัสดุจากธรรมชาติ มีความทนทาน ทำให้ระยะเวลาในการใช้งานนานขึ้น
5. ธุรกิจที่มีกฎระเบียบควบคุมเข้มงวด
ตัวอย่างธุรกิจ: ธุรกิจยาสูบ, ธุรกิจพลังงานนิวเคลียร์, ธุรกิจการเงิน
สัญญาณเตือน: กฎระเบียบใหม่ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินงาน, ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามกฎระเบียบเพิ่มขึ้น, ความเสี่ยงทางกฎหมายสูง
สถิติและแนวโน้ม: การควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบที่เข้มงวดขึ้น เช่น การห้ามโฆษณา และการขึ้นภาษีสรรพสามิต
สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าธุรกิจกำลังประสบปัญหา
ยอดขายลดลงอย่างต่อเนื่อง: หากยอดขายลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน แสดงว่าธุรกิจกำลังประสบปัญหาในการดึงดูดลูกค้า
กำไรลดลง: หากกำไรลดลงอย่างต่อเนื่อง แสดงว่าต้นทุนการผลิตหรือการดำเนินงานสูงเกินไป หรือราคาขายไม่สามารถแข่งขันได้
ส่วนแบ่งทางการตลาดลดลง: หากส่วนแบ่งทางการตลาดลดลง แสดงว่าคู่แข่งกำลังแย่งลูกค้าไป
หนี้สินเพิ่มขึ้น: หากหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แสดงว่าธุรกิจกำลังประสบปัญหาสภาพคล่อง
พนักงานลาออกบ่อย: หากมีจำนวนพนักงานลาออกบ่อยและเพิ่มมากขึ้น แสดงว่าอาจมีปัญหาภายในองค์กร เช่น สภาพแวดล้อมการทำงานไม่ดี ค่าตอบแทนไม่เป็นธรรม หรือพนักงานรู้สึกได้ว่าองค์กรไม่เติบโตหรือไม่มั่นคง
แนวทางการรับมือ
ทบทวนแผนธุรกิจ: วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของธุรกิจ ปรับปรุงแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมปัจจุบัน
Diversify: ขยายธุรกิจไปยังผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ เพื่อลดความเสี่ยง
Transform: เปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจให้ทันสมัย เช่น การนำเทคโนโลยีมาใช้ ติดตามและปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์ของพฤติกรรมผู้บริโภค
ลดต้นทุน: ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
รักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าปัจจุบัน: การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า จะช่วยให้เกิดการซื้อซ้ำรวมทั้งมีแนวโน้มที่ลูกค้าจะบอกต่ออีกด้วย
พัฒนาทีมงาน: อัปสกิล รีสกิลเพื่อพัฒนาทักษะและความสามารถของพนักงานอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้มีความพร้อมในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้
สภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบันมีความผันผวนสูง ธุรกิจที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วจะมีโอกาสเติบโตและอยู่รอดได้ดีกว่า ดังนั้น การติดตามข่าวสารและแนวโน้มต่างๆ อย่างใกล้ชิด และการวิเคราะห์สถานการณ์ของธุรกิจตัวเองอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง หากธุรกิจของคุณเป็นหนึ่งในประเภทธุรกิจที่ต้องจับตาเฝ้าระวังนี้ และสังเกตเห็นสัญญาณบ่งชี้บางอย่างที่อาจจะทำให้ธุรกิจมีปัญหาในอนาคตอันใกล้ คุณอาจจะต้องลุกขึ้นมาทบทวนแผนธุรกิจเพื่อให้ธุรกิจยังอยู่รอดได้ต่อไป ซึ่งอาจจะเป็นความอยู่รอดในธุรกิจเดิม หรือการไปสู่ธุรกิจใหม่
ถ้าคุณมองหาผู้ช่วยหรือที่ปรึกษารับวางแผนธุรกิจ เพื่อความอยู่รอดและเติบโต M Spectra สามารถช่วยคุณได้ >>> คลิก